รีวิว Resident Evil 3 (ความรู้สึกจากใจแฟนเกม RE)

 

สวัสดีครับ ผมแอด GJ ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนเลยว่า รีวิว Resident Evil 3 ฉบับนี้ จะเต็มไปด้วยเนื้อหาที่ค่อนไปทางลำเอียงอย่างแน่นอน เพราะด้วยความที่ผมเป็นแฟนเกม RE มาตั้งแต่เด็ก และตามเล่นมาเกือบทุกภาค (ยกเว้นภาค Gun Survivor กับ Umbrella Corp. ที่ทนเล่นไม่ได้จริงๆ) ดังนั้น หากเพื่อนๆ อ่านแล้ว รู้สึกว่า เอ? ผู้เขียนเชียร์จังเลยแฮะ นั่นแหละฮะ เพื่อนๆ คิดถูกแล้ว ^^ อีกอย่าง ผมจะไม่เปรียบเทียบเวอร์ชั่นนี้ กับเวอร์ชั่นเดิม นั่นก็เพราะตัวเกม เนื้อเรื่อง หรือแม้แต่เอนจิ้นที่ใช้พัฒนาเกมได้เปลี่ยนไปจากเดิมหมดแล้ว ดังนั้น ผมเลยจะขอกล่าวเทียบกับแค่ภาค 2 กับภาค 3 เท่านั้นนะครับ

ก่อนอื่น เมื่อพูดถึงเกม Resident Evil 2 และ 3 ทั้งสองภาคนี้ จะมีฉากหลังที่เหมือนกันก็คือ เมือง Raccoon ซึ่งหากจะให้อินหน่อยก็ต้องไล่รายละเอียดย้อนไปยัง ภาค 0 และภาค 1 Remake ที่เป็นเหตุการณ์ก่อกำเนิดอะไรหลายๆ อย่างในซีรี่ส์เกมนี้ตามมา ทั้งตัวละครเอกอย่าง Chris Redfield, Jill Valentine, Barry Burton, Rebecca Chambers รวมไปถึงตัวละครวายร้าย Albert Wesker และ Ozwell E. Spencer

จุดเริ่มต้นของเรื่องราว

โดยเหตุการณ์ทั้งหมด เริ่มต้นจากเหตุการณ์การรั่วไหลของเชื้อ T-Virus ที่แพร่กระจายในคฤหาสน์ลึกลับแถบภูเขา Arklay ไล่เรียงมาจนถึงเหตุการณ์การแย่งชิงเชื้อ G-Virus ระหว่างคนในองค์กร Umbrella ที่ส่งผลกระทบรุกลามเข้ามาในตัวเมือง Raccoon ประชาชนและสิ่งมีชีวิตต่างๆ เริ่มติดเชื้อและกลายพันธุ์ ทำให้เมืองเกิดความวุ่นวายอยู่ในขั้นวิกฤต ตำรวจและเจ้าหน้าที่ภายในเมืองพยายามแก้ไขปัญหาที่ไม่มีทางชนะ หนำซ้ำยังมีเรื่องของการทุจริต และการแทรกซึมความชั่วร้ายอยู่ในทุกย่อมหญ้าขององค์กรยักษ์ใหญ่อย่างบริษัท Umbrella ยิ่งทำให้เรื่องราวเลวร้ายเป็นทวีคูณ

เนื้อเรื่องย่อของ Resident Evil 3 Remake (28 ก.ย.)

Jill Valentine เจ้าหน้าที่หน่วย S.T.A.R. (Special Tactics and Rescue Service) หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์คฤหาสน์ลึกลับในภาค 1 (Remake) ได้ตัดสินใจสืบหาต้นตอเรื่องงานวิจัยด้านอาวุธชีวภาพที่ Umbrella ปิดบังไว้ ภายในเมือง Raccoon โดยได้ร่วมมือกับ Brad Vickers เพื่อนร่วมทีม S.T.A.R. ซึ่งทั้งสองคนได้ช่วยกันค้นหาจนพบเบาะแสเชื่อมโยงถึงแผนการอันชั่วร้ายของ Umbrella จนเกือบสมบูรณ์แล้ว แต่ไม่ทันจะได้เปิดโปงความจริง บริษัท Umbrella ได้ทำการส่งอาวุธชีวภาพนามว่า “Nemesis” (เนเมซิส) มาไล่สังหารสมาชิกหน่วย S.T.A.R. ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองให้สิ้นซาก

เนื้อเรื่องย่อของ Resident Evil 2 Remake (30 ก.ย.)

Leon S. Kennedy ตำรวจหนุ่มที่เตรียมมาบรรจุเข้าทำงานที่สถานีตำรวจเมือง Raccoon เป็นวันแรก เมื่อมาถึงเขาพบว่า ผู้คนในเมืองกลายเป็นซอมบี้ไปหมดแล้ว ขณะนั้นเอง เขาได้พบกับ Claire Redfield น้องสาวของ Chris Redfield ภาค 1 (Remake) ที่เดินทางเพื่อตามหาพี่ชายของเธอในเมือง Raccoon เช่นกัน ทั้งสองคนจึงต้องเอาชีวิตรอด และต้องมาเกี่ยวข้องกับเรื่องราวการต่อสู้กับบริษัท Umbrella อย่างไม่รู้ตัว

ความเชื่อมโยง Resident Evil 2 และ 3

เมื่อ Jill Valentine (Resident Evil 3) ต้องหลบหนีการไล่ล่าจาก Nemesis เธอต้องต่อสู้ไปพร้อมๆ กับการหาหนทางช่วยเหลือเมืองนี้ไว้ให้ได้ ระหว่างนั้นเอง Leon S. Kennedy และ Claire Redfield (Resident Evil 2) ก็ได้เดินทางมาถึงเมือง Raccoon เช่นกัน ท่ามกลางฝูงซอมบี้ถล่มเมือง เนื้อเรื่องของทั้ง 2 ภาคก็ดำเนินไปคนละเส้นทาง และมาบรรจบกันที่จุดเชื่อมต่อบางจุด เช่น สถานีตำรวจ R.P.D. และร้านจำหน่ายปืน Kendo

การร้อยเรียงเรื่องราวโดยมีฉากหลังเป็นเมือง Raccoon เมืองที่เป็นตัวเชื่อมการดำเนินเรื่องทั้งหมด โดยที่การกระทำของตัวละครทั้ง 2 ภาค จะมีผลเกี่ยวโยงซึ่งกันและกันทั้งทางตรงและทางอ้อม นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่เป็นที่ชื่นชอบของเกมเมอร์ทั่วโลก ซึ่งแม้ว่าภาค Remake ทั้ง 2 ภาคนี้ จะไม่ได้มีความสลับซับซ้อนเท่าเวอร์ชั่นเก่า แต่ตัวเกมก็สามารถเล่าในแง่อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้ละเอียดมากขึ้น เราจะได้สัมผัสกับความรู้สึกของตัวละครที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน สีหน้า แววตา คำอุทาน มาครบ

การบังคับควบคุม

ในส่วนของการบังคับควบคุม Resident Evil 3 นี้ จะคล้ายคลึงกับ Resident Evil 2 เกือบทั้งหมด แต่จะมีเพิ่มเติมมาในส่วนของ Quick Step (การเคลื่อนไหวแบบรวดเร็วที่ใช้ในการหลบหลีกศัตรู) ของ Jill Valentine ที่หากกดได้ถูกจังหวะ นอกจากจะหลบเลี่ยงการโจมตีได้ ยังสามารถโต้ตอบกลับได้ด้วย แถมพลังทำลายยังสูงกว่าการโจมตีแบบปกติอีกด้วย ซึ่งการใช้ Quick Step จะมีประโยชน์อย่างมาก หากผู้เล่นฝึกใช้ได้คล่องๆ

เนื้อเรื่อง

สำหรับเนื้อเรื่องของ Resident Evil 3 ที่สื่อเกมหลายๆ สำนักและผู้เล่นหลายๆ คนมองว่า สั้นเกินไป สำหรับมุมมองของผม มองว่า ส่วนหนึ่งก็รู้สึกว่า ตัวเกมสั้นและกระชับกว่าที่คิดจริงๆ แต่อีกส่วนก็ต้องยอมรับว่า นั่นอาจมาจากความรู้สึกที่ว่า ตัวผู้เล่นอย่างเราเองมีความคุ้นชินกับ Resident Evil 2 มาก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งการบังคับ รายละเอียดฉากหลังอย่างเมือง Raccoon ศัตรูไม่ว่าจะเป็นซอมบี้ สุนัขซอมบี้ ลิคเกอร์ ตัวประหลาดทั้งหลายในท่อระบายน้ำ ฯลฯ รวมถึงบริบทต่างๆ ที่อยู่ในเกมมาระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ความคุ้นชินที่ว่านั้น ทำให้เราในฐานะผู้เล่น เล่นได้อย่างคล่องแคล่วตั้งแต่เริ่มเกมเลยด้วยซ้ำ ความรู้สึกและการเล่นจึงค่อนข้างรวดเร็วกว่าที่ควรจะเป็น (กรณีนี้ขอพูดแบบไม่นับรวมถึง ข่าวแว่วว่าตัวเกมทั้ง Resident Evil 2 และ 3 ถูกพัฒนาไปพร้อมๆ กันตั้งแต่ทีแรก)

ส่วนของเนื้อเรื่อง Resident Evil 3 ที่ได้สัมผัสมา ผมรู้สึกได้ว่า ผู้พัฒนาเลือกที่จะโฟกัสเจาะจงไปที่ตัวละครแต่ละตัวให้มากขึ้น หลายตัวละครในเกม ผมรู้สึกได้ว่า ความรู้สึกต่อตัวละคร มันลึกขึ้น เข้าใจได้มากขึ้น หากลองหยิบยกมากล่าว ณ ทีนี้แบบไม่สปอยล์ก็คงจะเป็นตัวละคร Brad Vickers สมาชิกหน่วย S.T.A.R. ที่หลายคนคงทราบชะตากรรมของเขาดีว่า มีจุดจบเช่นไร แต่กับ Resident Evil 3 เวอร์ชั่นนี้ แม้ว่า Brad จะยังคงมีจุดจบเช่นเดิม แต่เขาไม่ได้จบแบบคนขี้ขลาดอย่างที่เคยเป็นมาในเวอร์ชั่นก่อนๆ แน่นอนว่าพื้นฐานนิสัยของตัวละครอาจจะยังเหมือนเดิม แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่วิกฤต คนเราบางทีก็ทำสิ่งที่ตรงข้ามกับนิสัยออกมาได้เช่นกัน ซึ่งส่วนนี้เป็นการตัดสินใจเฉพาะหน้า ไม่มีใครคาดเดาได้
แต่หากจะมีส่วนที่เสียดายมากๆๆๆๆ ก็คงเป็น Nemesis นี่แหละครับ ที่ไม่ดุอย่างที่คิดเลย จังหวะโผล่สามารถกะได้ว่า จะโผล่มาในจังหวะไหน แถมเส้นทางที่จะโผล่ก็ค่อนข้างน้อย เรียกได้ว่า ออกมาแต่ละที ผู้เล่นตั้งปืนรอได้เลย (แต่ส่วนใหญ่จะตายเพราะลูกสมุนซอมบี้ของมันมากกว่า จังหวะกัดนรกมาก)

เกมเพลย์

จากการเล่นมากว่า 20-30 รอบใน Resident Evil 2 ทำให้ผมทราบว่า ใน Resident Evil 3 ซอมบี้และความสยดสยองหลายๆ ส่วนมีความแตกต่างกัน แม้ว่าซอมบี้จะหน้าตาคล้ายๆ กัน เคลื่อนไหวเหมือนๆ กัน แต่หากสังเกตดีๆ ซอมบี้ใน Resident Evil 3 เราจะไม่สามารถหั่นแขนขามันได้ ยิงตายเมื่อไหร่ มันก็จะนอนนิ่งๆ แบบนั้น ต่อให้เอามีดฟันแค่ไหน ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่หากเป็น Resident Evil 2 เพื่อนๆ สามารถใช้มีดฟันเฉือนชิ้นส่วนได้จนเกลี้ยง หรือจะใช้ปืนยิงจนแหกขนาดไหนก็ได้

หากวิเคราะห์ดู นั่นอาจเป็นเพราะ Resident Evil 3 จะเน้นเกมเพลย์ที่รวดเร็ว และมีความแอ๊คชั่นมากกว่า Resident Evil 2 ที่เน้นความสยดสยองและการเผชิญหน้าใหม่ๆ ตามที่ตัวละคร Leon และ Claire ที่เป็นตัวเอกหน้าใหม่ได้พบเจอ จึงทำให้ตัวเกม Resident Evil 3 เลือกตัดรายละเอียดความสยดสยองลง และเน้นที่ปริมาณของซอมบี้ในแต่ละจุดให้มากขึ้น พูดง่ายๆ คือ อยากให้ผู้เล่นยิงแล้วมุ่งหน้าไปเลย มากกว่าการจดจ่ออยู่กับจุดใดจุดหนึ่ง

สำหรับซอมบี้ และบรรยากาศโดยรวม ตามความรู้สึกของผม ผมชอบบรรยากาศแบบ Resident Evil 2 มากกว่า มันชวนขนลุกดี แต่ถ้ามาพูดถึงเกมเพลย์การต่อสู้กับ Boss อันนี้ผมยกให้ Resident Evil 3 เลยครับ มันมีทั้งยิง หลบ Dodge หรือการใช้ไอเท็มรอบตัวเป็นตัวช่วย ทำให้การต่อสู้มีหลากหลายแนวทาง และที่สำคัญ Resident Evil 3 เวอร์ชั่นนี้ จะทำให้คุณว้าวไปกับการพัฒนาร่างของ Nemesis (แต่จะว้าวมากน้อย ว่างๆ มากล่าวถึงเรื่องนี้กันอีกทีนะครับ)

ส่วนที่ชอบใน Resident Evil 3

  • เล่นง่ายและคุ้นเคย หากเคยเล่น Resident Evil 2 มาก่อน
  • ฉาก ภาพ แสง สี อารมณ์ ความสมจริง มาครบถ้วน
  • Jill Valentine สวยมากกกกกกก (เอาไป 10 เต็ม)
  • ตัวละครอื่นๆ ดูมีมิติ แต่ละคนมีเหตุและผลตามสถานการณ์
  • มีการอนุญาตให้ใช้ไอเท็มพิเศษในการพิชิต Rank S ได้แล้ว (ภาค 2 ไม่ได้นะ)

ส่วนที่เสียดายใน Resident Evil 3

  • ระยะเวลาในการเล่นสั้น อยากเล่นมากกว่านี้
  • Nemesis ไม่โหด ไม่ตื้ออย่างที่คุย
  • ปริศนาภายในเกมมีน้อยมาก (น้อยและง่ายจนเหลือเชื่อ)
  • ความเกี่ยวโยงของภาค 3 ที่มีต่อภาคอื่นๆ น้อยไปนิด อันนี้รู้สึกว่า น่าจะเล่นได้มากกว่านี้อีก ทั้ง Brad, Marvin, Kendo โผล่มาอย่างละนิดเดียวเอง น่าเสียดายมาก

สรุปโดยรวม

ถ้าเพื่อนๆ เป็นแฟน Resident Evil แนะนำต้องเล่นครับ หรือถ้าไม่ใช่แฟนเกมนี้ ก็ควรเล่น เพราะ Jill Valentine สวยมากนะ ขอบอก ^^ แต่ถ้าจะให้แนะนำกันจริงๆ ก็คงต้องบอกว่า ถ้าคุณชอบเกมสยอง เดินเรื่องช้าๆ เน้นดื่มด่ำไปกับบรรยากาศให้ลองเริ่มเล่นที่ภาค 2 ก่อน แล้วพอคล่องตัวแล้ว อยากได้ความแอ็คชั่น ท้าทายเพิ่มมากขึ้น ให้จัด Resident Evil 3 ได้เลยครับ รับรองได้เลยว่า เกมทั้ง 2 ภาคนี้จะให้คุณครบทุกรสชาติ สมชื่อเกมระดับตำนานอย่างแน่นอนครับ

0 Comments

Leave a Comment

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password

%d bloggers like this: