รีวิว Dragonball Z : Kakarot + ความรู้สึกหลังเล่นจบ

 

เชื่อว่า ณ ตอนนี้เพื่อนๆ หลายคน คงได้มีโอกาสเล่นเกม Dragonball Z : Kakarot กันบ้างแล้ว (ต่อไปนี้ ผมขออนุญาตเรียกเป็น Kakarot เฉยๆ ล่ะกันนะครับ) และเพื่อนๆ อีกหลายคนที่ไม่ได้มีโอกาสเล่น หรืออาจจะรอช่วงเกมลดราคาก่อนถึงจะตัดสินใจซื้ออีกที วันนี้ในโอกาสที่ผม (GJ) ได้เล่นจบแล้ว เลยจะมารีวิวส่วนต่างๆ ของเกม และพูดถึงความรู้สึกหลังจบให้ฟังกันดูนะครับ

รีวิว Dragonball Z : Kakarot

สำหรับในโลกของเกม เกมซีรี่ย์ Dragonball จริงๆ ก็ออกมาให้เล่นกันมาหลากหลายภาคแล้ว นับตั้งแต่สมัยยุคแฟมิคอม ทั้งรูปแบบเกมการ์ด เกม RPG จวบจนมาเป็นเกม Action เกม Fighting รูปแบบต่างๆ นับรวมจริงๆ ก็เยอะเอาการอยู่ จึงทำให้พวกเราต่างคุ้นเคยกันดีกับเนื้อเรื่อง ตัวละคร กระบวนท่า จึงเรียกว่า เราไม่น่าจะว้าวอะไรกับเกมซีรี่ย์ได้อีกแล้ว

แล้วอะไรล่ะ ที่ทำให้ภาค Kakarot มีความน่าสนใจ และแตกต่างจากเกมอื่นๆ ใน Dragonball ในส่วนนี้ก็คงต้องพูดไปถึงส่วนของเกมเพลย์ทีละส่วนๆ ไป โดยเริ่มจาก

ภารกิจหลักของเกม

ภาค Kakarot เป็นเกมแนว Action RPG ที่เริ่มตั้งแต่เนื้อเรื่องของภาค Dragonball Z ที่โกคู ตัวเอกของเรื่องไปแต่งงานกับจีจี้ และมีลูกซึ่งก็คือ โกฮัง โดยระหว่างนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับชาวไซย่าที่บุกมายึดครองโลก ไล่ไปเรื่อยๆ ตามเนื้อเรื่องของมังงะจนจบที่ตัวร้ายสุดของภาค Z ซึ่งก็คือ จอมมารบู โดยภารกิจหลักของเกมก็คือ การต่อสู้กับเหล่าร้ายตามเนื้อเรื่องไปจนจบภาคนั่นแหละครับ (คงรู้ตอนจบกันอยู่แล้วอ่ะเนอะ)

แต่ส่วนที่ดีงาม ก็คือ ตรงจุดนี้แหละครับ เพราะการต่อสู้กับเหล่าร้ายที่ว่า มันมีความเป็น Action พอสมควรเลย กระบวนท่าที่ให้ยิงใส่กัน ก็เล่นกันแบบถล่มทลาย ความรู้สึกแบบเดียวกับการอ่านการ์ตูน Dragonball สมัยก่อนเลย (หรืออาจจะเหมือนสมัยนั่งดูน้าต๋อยในการ์ตูนช่อง 9 ก็ไม่ผิด) การกดปุ่มท่าต่างๆ ไม่ยาก เด็กๆ ก็สามารถเล่นได้ (ผมให้ลูกเล่นบางช่วงด้วย) มีช่วงของการกดสโลโมชั่นให้ตัดสินใจใช้ท่าได้ ส่วนการต่อยเตะ ต้องบอกว่าทำได้ (โคตร) เหมือนฉบับการ์ตูนมากๆ บอกเลยว่า ช่วงสู้กันเป็นอะไรที่ฟินมาก คือ มันใช่อ่ะ Dragonball มันต้อง Felling แบบนี้ อันนี้ชอบ

ส่วนของเนื้อเรื่องดำเนินไปได้ค่อนข้างละเอียด เก็บรายละเอียดได้ดีมาก ช่วงวุ่นวายๆ ตอนผจญภัยในดาวนาแม็ก ความสลับซับซ้อนช่วงมนุษย์ดัดแปลง ก็เก็บรายละเอียดได้ดี แต่ส่วนตัวแอบเสียดายอยู่นิดนึง ตอนช่วง โกเท็นคูส vs จอมมารบู ตัดมุกออกไปเยอะเหมือนกัน จำได้ว่า เนื้อเรื่องช่วงนั้น ฮามากกกกกก แต่โดนตัดเรียบ (อาจจะด้วยเหตุผลของการทำอนิเมชั่นตัวละคร ที่ต้องทำแยก ซึ่งอาจไม่คุ้มกับเวลาและขั้นตอน)

ภารกิจเสริมของเกม

ภารกิจรองของเกมนี้ คือ ส่วนที่ช่วยเติมเต็มความฟินให้กับแฟน Dragonball เลยก็ว่าได้ เพราะจะมีไอเท็มให้เก็บระหว่างทาง อาทิ รูปภาพการผจญภัยวัยเด็กของโกคู การอธิบายความกระจอกของหยำฉา (ตอกย้ำมันเข้าไป 555) บลูม่าปิ๊งเบจิต้าตอนไหน ฯลฯ ซึ่งทำให้เนื้อเรื่องหลักมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แต่บางภารกิจก็น่าเบื่อไปนิด คือ ต้องไปคุยกับตัวละครนู้นนี่นั่น กว่าจะครบ (พลางนึกในใจว่า ไม่น่ารับภารกิจนี้เล้ยยยย)

รองรับภาษาไทย

ความสุดยอดของภาค Kakarot อีกอย่างที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ นั่นก็คือ การรองรับภาษาไทย (บรรยายไทย) แบบเต็มรูปแบบ คือ แปลครบ แปลดี อ่านเข้าใจง่าย อ่านแล้วขำได้แบบไทยๆ นี่แหละครับ หากให้คะแนนส่วนนี้ได้ ผมให้ 95 เต็ม 100 เลย (หัก 5 คะแนน ที่ขนาดฟอนต์เล็กไปนิดกับคนสายตาสั้นแบบผม และมีช่วงนึง เหลือบไปเจอสรรพนามผิดนิดหน่อย) แต่โดยรวมถือว่า ดีมากๆ เพราะเราสามารถให้น้องๆ เด็กๆ สามารถเล่นเองได้เลย ใครที่มีลูก แล้วอยากให้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของ Dragonball จัดไปเลยครับ (แต่อธิบายกันเองนะว่า หนังสือสำหรับผู้ใหญ่ของผู้เฒ่าเต่า คือ อะไร อิอิ)

สำหรับผู้เล่น PS4 แบบแผ่น จะมี 2 เวอร์ชั่นให้เลือกนะครับ ทั้งแบบรองรับภาษาไทย กับแบบภาษาอังกฤษ ก็พิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละคนนะครับ

ความรู้สึกหลังเล่นจบ (แอด GJ)

หลังจากเล่นจบ บอกได้คำเดียวว่า อิ่มเอมใจ ครับ ในฐานะที่ผมเองก็ติดตามการ์ตูนเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก ทั้งอ่านการ์ตูน ทั้งรอหน้าทีวี หรือแม้แต่ขอเงินแม่ ไปเช่าวีดิโอม้วนละ 20 บาท เพื่อดูโกคูแปลเป็นซุปเปอร์ไซย่าก็ทำมาแล้ว เกม DBZ ภาค Kakarot นี้ ไม่ทำให้ผิดหวังครับ เกมเพลย์สนุก แอ็คชั่นมันส์ๆ ลายเส้นตัวละคร และเนื้อเรื่องตามต้นฉบับ รวมทั้งการแปลไทยที่มีคุณภาพ ทำให้ผู้เล่นเกมแบบเราๆ สามารถดื่มด่ำไปกับความสนุกในเกมได้อย่างเต็มที่

สำหรับใครที่เป็นสายเก็บ Platinum (PS4) เกมนี้ก็เก็บได้ไม่ยากครับ เงื่อนไขการเก็บง่าย มีความเป็นไปได้สูง ตัวผมเอง หากไม่ติดเรื่องของคิวเกมที่ต้องรีวิวต่อ คงตามไล่เก็บเหมือนกันครับ

ทีนี้ มาพูดถึงความรู้สึกส่วนตัวที่น่าเสียดายในเกมนี้กันสักนิด อย่างที่บอกในช่วงต้นบทความ ด้วยข้อจำกัดของอนิเมชั่นตัวละคร ทั้งสีหน้าแววตา ทั้งฉากหลัง ที่ทำเพิ่มเติมไม่ได้ ทำให้ทีมงานต้องตัดฉากที่ใช้การแสดงอารมณ์ของตัวละคร บางฉากออกไป (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฉากฮาๆ ซะด้วยซิ) และอีกอย่างที่ออกแนวน่ารำคาญใจก็คือ ศัตรูที่อยู่ตามแมพต่างๆ ไม่ค่อยหลากหลาย มีแค่หุ่นยนต์เรดริ้บบอน ไซไบแมน ลูกน้องฟรีเซอร์ คือแบบ แรกๆ ก็ไม่ได้ติดใจอะไรหรอกครับ แต่พอผมเล่นถึงจุดที่โกคูและพวกผ้องเป็นซุปเปอร์ไซย่ากันแล้ว ยังมาโดนพวกลูกน้องฟรีเซอร์ไล่ตบอีก มันก็ไม่น่าใช่แล้วนา (บางตัวนี่เก่งกว่าเจ้านายมันอีกนะ 555) ซึ่งส่วนนี่ อาจเป็นเพราะตัวผมเอง ไม่ใช่คอเกมแนว RPG เท่าไหร่ เลยรำคาญใจนิดนึงน่ะครับ

เกมนี้เหมาะกับใคร

ถ้าเพื่อนๆ เคยอ่านมังงะ Dragonball เคยดูอนิเมะ Dragonball เคยเขี่ยไพ่ Dragonball เคยสะสมการ์ด Dragonball เคยเล่นของเล่น Dragonball เคยเล่นเกม Dragonball หรือเคยรู้จักอะไรสักอย่างใน Dragonball …ลองดูเถอะครับ เกมภาค Kakarot นี้ ให้ความรู้สึกดีๆ แบบที่คุณ “เคย” รู้สึกกับ Dragonball กลับมาแน่นอน

และคงจะดีไม่น้อยที่เวลาที่เล่นเกมนี้ ลองชักชวนลูกตัวน้อยของคุณมานั่งดูด้วยกัน และบอกเล่าถึงประสบการณ์วัยเด็กของตัวคุณพ่อคุณแม่ในช่วงเวลานั้นไปพร้อมๆ กับการเล่าเรื่องราวของตำนานนักสู้โกคูในเกม Dragonball Z : Kakarot

จุดเด่นของเกม Dragonball Z : Kakarot

  • ฉากต่อสู้ ออกแบบได้ดี เร้าใจ ตื่นเต้น อลังการตามต้นฉบับ
  • เกมเพลย์เล่นง่าย ไม่ซับซ้อน
  • ลายเส้นตัวละคร ฉากหลัง เนื้อเรื่อง ตรงตามต้นฉบับภาค Z
  • เนื้อเรื่องเสริมเติมเต็มให้เนื้อเรื่องหลักสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
  • แปลไทยได้ดี อ่านเข้าใจง่าย และครบทุกรายละเอียดทั้งเนื้อเรื่อง
  • เก็บ Platinum Trophy (PS4) ไม่ยาก

จุดน่าเสียดายของเกม Dragonball Z : Kakarot

  • ตัดบางฉากฉากที่ต้องแสดงสีหน้าแววตาตัวละครออกไป
  • ภารกิจเสริมของเกม (บางภารกิจ) ต้องคุยกับตัวละครหลายจุด ส่งผลให้ต้องมีการโหลดฉากบ่อยมาก จนทำให้รู้สึกน่าเบื่อในบางภารกิจ
  • ศัตรูตามแมพ ไม่หลากหลาย

*** ขอขอบคุณแอด GD Wolf สำหรับการสนับสนุนตัวเกมเพื่อการรีวิวในครั้งนี้ด้วยครับ ***

0 Comments

Leave a Comment

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password

%d bloggers like this: